7 ข้อเท็จจริงของประธานาธิบดี “ทอมัส เจฟเฟอร์สัน” ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

Thomas Jefferson

ทอมัส เจฟเฟอร์สัน เป็นอีกหนึ่งประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและได้รับการยอมรับมากที่สุดของอเมริกา นอกจากมีผลงานทางด้านการเมืองและการมุ่งเน้นไปที่การให้เสรีภาพของประชาชนชาวอเมริกาแล้วเขายังเป็นผู้ช่วยก่อตั้งมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย , และขายหนังสือในห้องสมุดของเขาเป็นจำนวน 6,707 เล่มให้แก่หอสมุดรัฐสภาซึ่งมีหนังสือเสียหายเพราะสงครามเป็นจำนวนมาก ในบทความนี้เราได้รวมเรื่องราวอันน่าสนใจของประธานาธิบดีผู้นี้มาให้ได้อ่านกัน

1.เขาเป็นพวกเสพติดการเรียนรู้ – ในช่วงเวลที่เขาได้เรียนที่วิทยาลัยวิลเลียมและแมรี ว่ากันว่าเขาใช้เวลาเรียนหนังสือ 15 ชั่วโมงต่อวัน หลังจากนั้นเขาจึงได้เริ่มเรียนกฏหมายและได้ทำอาชีพทนายในปี ค.ศ.1767 สองปีถัดมาเขาจึงได้เข้าเป็นสมาชิกของบ้านเบอร์เจสของเวอร์จิเนีย , สภานิติบัญญัติแห่งรัฐเวอร์จิเนีย แต่ยังไม่หมดแค่นั้นเขายังเรียนภาษาอื่นอีกหลายภาษา เช่น อิตาลี , ฝรั่งเศส , ลาติน และสามารถอ่านภาษากรีกและเสปนได้

2.เขาจดบันทึกทุกอย่างที่ขวางหน้า – หลังจากได้รับสืบทอดบ้านเป็นมรดก เขาได้เริ่มการสร้างคฤหาสน์ชื่อว่า “Monticello” ซึ่งมีความหมายในภาษาอิตาลีว่า “ภูเขาลูกเล็ก” หลังจากนั้นเขาก็เริ่มมีงานอดิเรกคือการเขียนบันทึก ทำได้ทำรายการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับสภาพอากาศ , บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับสวนในบ้านของเขา , บันทึกพฤติกรรมของสัตว์ที่อาศัยอยู่รอบบ้าน ไปจนถึงรายการอาหารที่พวกทาสของเขาได้กินในแต่ละวัน

3.เขาเป็นคนทำให้ประเทศอเมริกามีขนาดใหญ่ขึ้นสองเท่า – นี่คือหนึ่งในผลงานอันยิ่งใหญ่ของเขาเลย นับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งในช่วงเวลา ปี ค.ศ.1801-1809 เพราะเขาได้ตัดสินใจซื้อดินแดนที่ฝรั่งเศสเคยครอบครองให้กลายเป็นดินแดนของอเมริกา ซึ่งในตอนนั้น “นโปเลียน โบนาปาร์ต” กำลังต้องการหาเงินทุนเอาไปใช้เสริมกองทัพเพื่อบุกยุโรปอยู่พอดีโดยได้เสนอราคา 22 ล้านเหรียญ แต่ “ทอมัส เจฟเฟอร์สัน” ต่อรองจนเหลือ 15 ล้านเหรียญ

4.เขาต่อสู้กับพวกโจรสลัด – ในช่วงเวลาที่เขาดำรงตำแหน่งมีพวกโจรสลัดบาร์บารีออกอาละวาดปล้นเรือสินค้าในเขตพื้นที่ทางเหนือของอเมริกา นอกนั้นยังจับคนไปเรียกค่าไถ่อีกด้วย แต่กองทัพเรือตัดสินใจที่จะประจันหน้าแทนที่จะต่อรองหรือทำตามข้อเรียกร้องของโจรสลัด และแล้วสงครามโจรสลัดเริ่มขึ้นในปี ค.ศ.1805 และฝ่ายอเมริกาสามารถขับไล่โจรสลัดออกไปได้ใน 10 ปี ให้หลัง

5.เขาเป็นคนทำให้ไอศกรีมเป็นที่นิยมไปทั่วอเมริกา – เขาเริ่มรู้จักไอศกรีมตอนไปฝรั่งเศสและเอาเครื่องมือในการทำไอศกรีมกลับมาที่อเมริกาด้วยเนื่องจากในสมัยนั้นยังไม่มีตู้เย็น หลังจากนั้นไม่นานประชาชนก็เริ่มรู้ว่าประธานาธิบดีชอบทานไอศกรีมจนกลายเป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศ ในปัจจุบันยังคงมีสูตรไอศกรีมของ “ทอมัส เจฟเฟอร์สัน” ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังได้ลองเอาไปทำกัน

6.เมียใหม่ของเขาน่าจะเป็นพี่น้องคนละแม่กับภรรยาของเขาเอง – เขาแต่งงานกับ “Martha Wayles” ในปี ค.ศ.1782 แต่หลังจากนั้นภรรยาของเขาเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุตอนอายุ 33 ปี หลังจากที่ภรรยาเสียชีวิตเขาก็เริ่มมีเมียอีกคนที่เป็นทาสชื่อว่า “Sally Hemings” ซึ่งน่าจะเป็นพี่น้องกับเมียของเขาเองเพราะว่าพ่อของ “Martha” นั้นลักลอบกุ๊กกิ๊กกินตับกับแม่ของ “Sally Hemings” อยู่เป็นประจำนั่นเอง

7.เขายังมีความสามารถทางด้านวิศวะและการออกแบบอีกด้วย – เขาเป็นคนออกแบบคฤหาสน์ของเขาและและในตอนที่ช่วยก่อตั้งมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียเขายังเป็นคนที่ออกแบบสิ่งก่อสร้างมหาวิทยาลัยแห่งนี้ด้วยตัวเอง จะว่าไปแล้วเขาเคยบอกว่ามันเป็นงานอดิเรกในช่วงเข้าสู่วัยสูงอายุของเขา และในปัจจุบันทั้งคฤหาสน์และมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียกลายเป็นมรดกโลกไปแล้ว

 

 

5 เรื่องของประธานาธิบดี “เจอรัลด์ ฟอร์ด” ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

Gerald Ford

เจอรัลด์ ฟอร์ด มีประวัติที่น่าสนใจมากเขาเป็นประธานาธิบดีอีกคนหนึ่งที่มีคนเคยพยายามลอบสังหารเขา นอกนั้นยังเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ในวัยเด็กเคยเป็นลูกเสือและได้รับรางวัล “Eagle Scout” และยังเคยเป็นโค้ชกีฬาอเมริกาฟุตบอลให้กับมหาวิทยาลัย Yale อีกด้วย

ในช่วงที่ประเทศญี่ปุ่นได้เข้าโจมตีท่าเรือเพิร์ลฮาร์เบอร์ ฟอร์ด เคยเข้าร่วมกับกองทัพและไปออกรบที่แปซิฟิก และเคยเกือบเสียชีวิตในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเพราะโดนพายุไต้ฝุ่นชื่อคอบร้าพัดเครื่องบินที่เขานั่งอยู่ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นมันเกือบจะทำให้เขาโดนดูดออกจากเครื่องบินแต่ก็ยังดวงแข็งที่รอดมาได้

ต่อมาภายหลังฟอร์ดจึงได้เริ่มเล่นการเมือง และเขาได้บังเอิญมีโอกาสได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีเนื่องจากประธานาธิบดีคนก่อนลาออกและวุฒิสภาได้เลือกฟอร์ดขึ้นมานั่งเก้าอี้เป็นคนต่อไปและนั่นก็ทำให้เขาได้เป็นประธานาธิบดีเพียงคนเดียวที่ไม่ได้ถูกเลือกตั้งโดยประชาชน นอกจากนั้นเขายังเป็นประธานาธิบดีที่มีอายุยืนมากที่สุดของอเมริกาอีกด้วย โดยเขามีอายุถึง 93 ปี กับอีก 121 วัน

1.เขาเคยเป็นนายแบบมาก่อน – เนื่องจากต้องหาเงินไปเรียนกฏหมายเขาจึงต้องหางานทำให้ได้ สมัยหนุ่มๆเขาหล่อมากพอมีแมวมองชวนไปถ่ายแบบลงนิตยสาร “Look magazine” เขาก็ตัดสินใจรับงานนี้โดยทันทีแถมยังได้ถ่ายแบบคู่กับนางแบบสาว ชื่อ “Phyllis Brown” อีกด้วย

2.ตอนแรกเขาไม่ได้ชื่อว่า “เจอรัลด์ ฟอร์ด” หรอกนะ – ชื่อเกิดของเขาคือ เลสลี่ ลินส์ คิง จูเนียร์ แต่ว่าพ่อกับแม่ของเขาหย่ากันตั้งแต่ตอนที่เขายังจำความไม่ได้และเขาก็ไปอยู่กับแม่ซึ่งแต่งงานใหม่กับเซลล์แมนชื่อว่า “เจอรัลด์ รูดอร์ฟ ฟอร์ด” พอเขามีอายุได้ 12 ปี เขาจึงได้รู้ว่า “รูดอร์ฟ” ไม่ใช่พ่อที่แท้จริงของเขา เขาพยายามตามหาพ่อตัวจริงจนเจอ แต่พ่อตัวจริงของเขาก็ให้เงินเขามา 25 ดอลล่าร์แล้วหายตัวไปจากชีวิตของเขาตลอดกาล ภายหลังเขาจึงเปลี่ยนชื่อเป็น “เจอรัลด์ ฟอร์ด” ในปี ค.ศ.1935

3.ฟอร์ด ได้ให้อภัยโทษอดีตประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน – นิกสันเป็นประธานาธิบดีเพียงคนเดียวของสหรัฐอเมริกาที่ต้องประกาศลาออกเพราะคดีวอเตอร์เกตซึ่งฉาวโฉ่ทำลายศรัทธาของประชนชนอย่างมากแต่ “เจอรัลด์ ฟอร์ด” ตัดสินใจอภัยโทษให้กับเขา ซึ่งนั้นทำให้เลขาธิการโฆษกทำเนียบขาวชื่อว่า “J.F. TerHorst” ลาออกจากงานเพื่อประท้วงเลยทีเดียว

4.เขาเคยตกเป็นเป้าหมายในการลอบสังหารถึง 2 ครั้งภายในเวลาเดือนเดียว – คนที่พยายามจะฆ่าเขาเป็นผู้หญิงทั้งสองคนเลย คนแรกมีชื่อว่า Lynette “Squeaky” Fromme ในปี ค.ศ.1975 เธอพยายามที่จะยิงฟอร์ดด้วยปืน .45 ม.ม. แต่เจ้าหน้าที่สามารถขัดขวางเอาไว้ได้ทันเวลาก็เลยไม่ได้ยิงปืนสักนัดเดียว ผ่านไปแค่ 17 วันก็มีผู้หญิงอีกคนชื่อว่า “Sara Jane Moore” แต่คราวนี้เธอไม่พลาดโดนจับตัวก่อนเหมือนคนแรก เพียงแต่เธอยิงไม่โดนใครเลยสักคนเดียว

โดยผู้หญิงทั้งสองคนนี้โดนตั้งข้อหาพยายามฆ่า โดย Lynette โดนสั่งจำคุกตลอดชีวิตพึ่งจะพ้นโทษในปี ค.ศ.2009 ส่วน Sara นั้นโดนสั่งจำคุกไปตลอดชีวิตเช่นกันแต่ได้รับการปล่อยตัวโดยมีทัณฑ์บนในปี ค.ศ.2007

5.ในปี ค.ศ.1983 เขาเคยร่วมแสดงละครซีรี่ย์เรื่อง Dynasty – มันเป็นซีรี่ย์ดังมากในช่วงนั้น ออกอากาศทางช่อง ABC โดยเขาก็แสดงเป็นตัวเขาเองนั่นแหละ คือแสดงเป็น “เจอรัลด์ ฟอร์ด”  ฉากที่เขาร่วมแสดงต้องไปถ่ายทำกันในงานการกุศลที่จัดขึ้นจริงในนครรัฐเดนเวอร์ โดยมีภรรยาของฟอร์ดเข้าร่วมในฉากด้วย โดยเป็นฉากสั้นๆที่เขากับภรรยาจะต้องเดินเข้าไปทักทายตัวละครในเรื่องเท่านั้น หลังจากถ่ายเสร็จทั้งเขาและภรรยาก็ได้รับเงินค่าตัวคนละ 333 ดอลล่าร์ เท่านั้น

อาชีพดีเจ ผู้จัดรายการเพลง เสิร์ฟความบันเทิงให้ผู้ฟัง

Dj

ดนตรีนั้นเป็นสิ่งหนึ่งในหลากหลายช่องทางที่ให้ความบันเทิงกับมนุษย์อย่างเราค่ะ เมื่อฟังเพลงแล้วก็จะทำให้เรารูสึกมีความสุข รื่นเริง แล้วก็ผ่อนคลายความเศร้าและความกังวล ดังนั้น ผู้สร้างดนตรีก็มีความสำคัญไม่น้อยทีเดียวค่ะ เพราะเป็นเหมือนตัวแทนในการส่งมอบความสุขให้กับผู้ฟังได้นั่นเองล่ะค่ะ เพราะไม่มีมนุษย์คนไหนที่จะไม่ชอบฟังดนตรีเลยนะคะ

นอกจากการฟังเพลงแล้ว ความสุขที่ผู้ฟังเพลงจะได้รับ ก็คือ คนที่ทำหน้าที่ในการควบคุมรายการและจัดการเพลงนั่นเองคะ เรามักจะพบผู้ที่มอบความสุขให้กับเราในรูปแบบเสียงที่พูดคุยตามสื่อต่าง ๆ หรือเรียกว่า “ดีเจ” นั่นเองค่ะ ซึ่งการเป็นดีเจนั้นจะมีหน้าที่อย่างไรบ้าง มาดูกันค่ะ

ลักษณะหน้าที่ของอาชีพดีเจ

ควบคุมการเล่นเพลงตามความต้องการของผู้ฟัง

การเป็นดีเจนั้น จะมีช่วงเวลาสำหรับการทำงาน ว่าจะอยู่ในช่วงเวลาใด การดำเนินรายการของดีเจนั้น มักจะมีระยะเวลา 1 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งหน้าที่แรกของดีเจซึ่งเป็นหน้าที่อันสำคัญ ก็คือ การควบคุมเพลงตามที่ผู้ฟังต้องการฟัง โดยลูกค้าจะบอกรายชื่อเพลงที่ต้องการ ดีเจก็จะนำไปเรียงตามคิวเพลง ใครที่ขอมาก่อนก็จะนำเข้าคิวและเปิดให้ก่อน ตามลำดับเช่นนี้ค่ะ โดยดีเจจะเป็นผู้ควบคุมรายชื่อเพลงและไล่เปิดไปเรื่อย ๆ นั่นเองค่ะ

พูดคุยและให้ความบันเทิงแก่ผู้ฟัง

เมื่อมีผู้ฟังได้โทรศัพท์เข้ามาที่สถานีวิทยุขณะที่คุณกำลังจัดรายการอยู่ คุณก็ต้องรับโทร
ศัพท์สายที่เข้ามา ซึ่งเป็นสายของผู้ฟังนั่นเอง ซึ่งหลังจากพูดคุยกันเรื่องการขอเพลงเรียบร้อยแล้ว ดีเจก็ต้องมีการสอบถามชื่อ อายุ จังหวัด ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานที่จะทำให้รู้จักผู้ฟังนั่นเองค่ะ จากนั้นก็พูดคุยสร้างความบันเทิง สิ่งที่คุณควรจะมีก็คือ ศิลปะในการพูดให้ผู้ฟังทางบ้านเกิดความสนุกสนาน มีการหยอกเย้ากระเซ้าแหย่กันเพื่อให้เกิดความขบขัน แต่ห้ามพูดในเรื่องอันไม่ควรพูด และไม่พูดคำหยาบคายค่ะ

ดำเนินรายการด้วยตนเอง

            ขั้นตอนในการดำเนินรายการนั้นก็มีหลากหลายขั้นตอน ซึ่งบางครั้งคุณก็ต้องดำเนินการทั้งหมด แต่หากมีดีเจมาร่วมพูดคุยกันเป็นคู่ก็จะช่วยให้ลดความเขินประหม่าลงได้ค่ะ การดำเนินรายการก็จะมีตั้งแต่การทักทายผู้ฟัง การเปิดเพลง อาจมีช่วงที่ต้องพูดโฆษณาสำหรับสปอนเซอร์เล็กน้อยบางครั้ง เมื่อจบรายการก็จะต้องบอกลาผู้ฟังด้วยคำคมดี ๆ และกล่าวถึงดีเจท่านต่อไปที่จะมารับช่วงต่อนั่นเองค่ะ เพียงเท่านี้การเป็นดีเจก็จะง่ายดายมากขึ้นแล้วล่ะค่ะ

7 ข้อเท็จจริงของ “แบรม สโตกเกอร์” ผู้แต่งนิยายสยองขวัญเรื่อง “แดร็กคูล่า”

Bram Stoker

แบรม สโตกเกอร์ เป็นนักแต่งนิยายชาวไอริชที่เรารู้จักกันดีในฐานะผู้ให้กำเนิดนิยายสยองขวัญชื่อดังเรื่อง “แดร็กคูล่า” ซึ่งถูกตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1897 ซึ่งดำเนินเรื่องผ่านทางการเขียนไดอารี่และบันทึกการเดินทางของตัวละครชื่อ “Jonathan Harker” ซึ่งเป็นคนแรกที่ได้พบกับแวมไพร์ชื่อว่า “แดร็กคูล่า” นิยายเรื่องนี้ถูกยกให้เป็นหนึ่งในนิยายแวมไพร์ที่ดีที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีการแต่งขึ้นมา และถูกเอาไปทำเป็นภาพยนต์ , การ์ตูน , ละครเวทีและละครทีวีอีกมากมายหลายครั้ง สำหรับบทความนี้เราได้รวมเรื่องราวอันน่าสนใจของนักแต่งนิยายท่านนี้ให้ผู้ชมได้อ่านกัน

Dracula

1.จุดเริ่มต้นแห่งแรงบันดาลใจ

ในช่วงวัยเด็กแม่ของเขาชอบเล่าเรื่องสยองให้เขาฟังก่อนนอน และก็มักจะเล่าเรื่องแวมไพร์ดูดเลือดคน และเรื่องสัตว์ประหลาดอื่นๆ ซึ่งเขาก็ชอบที่จะฟังเป็นประจำทำให้เขากลายเป็นคนชอบเรื่องราวเหนือธรรมชาติไปเลย

นอกนั้นยังมีเรื่องราวของเพื่อนบ้านซึ่งเป็นกวีและนักแต่งกลอนชื่อว่า “Dante Gabriel Rossetti” หลังจากที่ภรรยาของเขาตาย “Rossetti” ได้เอาหนังสือบทกลอนรักใส่โลงศพของเธอแล้วก็ฝังไปพร้อมกัน แต่ 7 ปีต่อมาไม่รู้ว่าคิดยังไงอยู่ดีๆเขาก็ไปขุดหลุมฝังศพของภรรยากลางดึกเพื่อที่จะเอาหนังสือออกมา

2.ไม่เอาเด็ดขาด

ในครั้งแรกที่บรรณาธิการได้อ่านคำนำอันน่ากลัวที่ “แบรม สโตกเกอร์” เขียนลงในนิยายเรื่อง “แดร็กคูล่า” เขาก็พูดออกมาว่าไม่ให้ผ่านอย่างแน่นอน นั่นก็เพราะว่าในช่วงนั้น มีฆาตรกรต่อเนื่องชื่อ “แจ็คเดอะริปเปอร์” กำลังออกอาละวาดในลอนดอน และบรรณาธิการก็กลัวว่าคำนำในหนังสือจะสร้างกระแสหวาดกลัวขึ้นมาจนทำให้ตัวเองเดือดร้อน ในที่สุดก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงคำนำของนิยายเวอร์ชั่นที่ตีพิมพ์ในสหราชอาณาจักร

3.เนื้อหาที่อยู่ในคำนำฉบับเดิม

ในตอนแรกนั้น “แบรม สโตกเกอร์” ได้เขียนคำนำโดยกล่าวว่า “ได้เขียนขึ้นมาจากเหตุการณ์จริง และตัวละครจำนวนมากในนิยายเล่มนี้ก็เป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงๆ เขาไม่ได้มีความตั้งใจที่จะเขียนมันออกมาเป็นนิยาย แต่ต้องการเตือนผู้คนให้ระวังว่าปีศาจร้ายนั้นมีอยู่จริงๆ” ก็ไม่แปลกที่ บ.ก. จะไม่ให้ผ่านนะ

4.เขาเป็นนักเขียนที่มีความอดทนมาก

แบรม ใช้เวลาในการแต่งนิยายเรื่องนี้นานมากถึง 7 ปี เป็นเพราะว่าเขาต้องค้นคว้าวิจัยข้อมูลมากมายหลายเรื่องเลยกว่าจะเอามาใช้เขียนนิยายได้ และในตอนที่นิยายเรื่องนี้ประสบความสำเร็จเขาก็มีอายุ 50 ปีพอดีเลย

ส่วนแม่ของเขาเองก็สุดยอดเช่นกัน เพราะที่ผ่านมาเธอทำงานการกุศลมาตลอดและทำงานเพื่อช่วยเหลือคนพิการหูหนวกให้หางานทำได้นอกนั้นเธอยังรับเด็กมาเลี้ยงดูได้ถึง 7 คนเลยทีเดียว

 5.ความสัมพันธ์กับค่าย Marvel

นอกจากจะไปปรากฏตัวในทีวีและในภาพยนต์แล้ว ยังมีการเอา ท่านเคาท์ “แดร็กคูล่า” ไปปะทะกับเหล่าซุปเปอร์อีโร่ในหนังสือการ์ตูนของ Marvel อีกด้วย รายชื่อซุปเปอร์ฮีโร่ที่เคยปะทะกับท่านเคาท์มาแล้วก็มี สไปเดอร์-แมน , ดร.สเตรนจ์ , ทีม X-Men , Hulk และธอร์ และในปี ค.ศ.1973 ท่านเคาท์เคยร่วมมือกับทีมอเวนเจอร์ในการต่อสู้กับ “Mindless Ones” ด้วยเหตุผลที่ว่าหากมนุษยชาติโดนล้างบางจนหมดแล้วท่านจะไปดูดเลือดใคร

6.เขาคือผู้ให้กำเนิดตัวละคร แวน เฮลซิ่ง

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใครหลายคนไม่เคยรู้มาก่อนเพราะคนในยุคปัจจุบันรู้จัก “แดร็กคูล่า” ผ่านทางภาพยนต์หรือสื่ออื่นๆมากกว่าที่จะอ่านนิยายทั้งเล่ม โดยตัวละครนักล่าปีศาจคนนี้ปรากฏตัวครั้งแรกในนิยายเรื่อง “แดร็กคูล่า” นี่แหละ

7.เขามีหัวด้านการโปรโมทเหมือนกัน

ก่อนที่จะวางจำหน่ายนิยายเวอร์ชั่นหนังสือเพียง 8 วัน เขาก็ได้เอาบทนิยายเวอร์ชั่นละครเวทีเอาไปให้โรงละครใช้ในการแสดง 8 วันเต็มๆ ทำให้เกิดกระแสความต้องการหนังสือนิยายขึ้นมาในช่วงเวลาอันสั้น

8.ท่านเคาท์กลับมาแล้ว

ในปี ค.ศ.2018 นักแต่งนิยายชื่อ “เดเคอร์ สโตคเกอร์” ซึ่งเป็นลูกหลานของแบรมได้ทำการเขียนนิยายภาคต่อสืบทอดตำนาน “แดร็กคูล่า” โดยมีชื่อเรื่องว่า “Dracul” โดยเหตุการณ์ในภาคนี้จะเกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ในนิยายภาคแรก โดยมีไอเดียในการแต่งเนื้อเรื่องคือ “จะเกิดอะไรขึ้นหากเนื้อเรื่องในนิยายที่แบรมเคยแต่งไว้นั้นเป็นเรื่องจริง”

4 ขอบเขตของการตรวจสอบไอทีในบริษัท งานไหนบ้างที่ It audit ต้องจับตา

ถ้าจะให้พูดถึงงานตรวจสอบไอที ของฝ่าย it audit นั้น คงต้องบอกว่าเป็นงานที่กว้างมากเพราะหมายถึงการตรวจสอบงานทุกประเภทที่ต้องเกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศ ซึ่งนั่นก็แทบจะหมายถึงงานเกือบทั้งหมดของบริษัทเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม เรายังสามารถจำกัดขอบเขตของงานเหล่านี้ออกเป็นประเภทต่างๆ  เพื่อให้ง่ายต่อการทำงานมากขึ้น  โดยสามารถจัดกลุ่มงานทั้งหมดออกเป็น 5 ประเภทได้ดังนี้

การตรวจสอบการทุจริต

หลายครั้งที่ภัยจากระบบสารสนเทศไม่ได้เกิดขึ้นจากภัยภายนอก   แต่กลับเกิดขึ้นจากภัยภายในและคนภายในองค์กรเอง ซึ่งอาจมีการกระทำการได้หลายรูปแบบซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักมีวัตถุประสงค์ในการทุจริตเงินของบริษัทเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง  ถือเป็นอีกหน้าที่หนึ่งของ it audit ที่ต้องวางระบบเพื่อการป้องกันการทุจริต   รวมทั้งประสานงานกันฝ่าย internal audit เพื่อช่วยตรวจสอบระบบให้รองรับกับการทำงานมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

การตรวจสอบระบบป้องกันและความปลอดภัย

สำหรับภัยจากโปรแกรมไวรัสที่อาจเชื่อมโยงมากับระบบเครื่องข่ายอินเตอร์เนต  ฝ่าย it audit  จะมีเครื่องมือสำคัญในการทำงานก็คือ โปรแกรมแอนตี้ไวรัส ซึ่งควรติดตั้งให้กับคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอทีทุกเครื่องในองค์กรณ์ที่ต้องเชื่อมต่อกัน  เพื่อป้องกันการเผยแพร่ของโปรแกรมไวรัสซึ่งอาจทำลายข้อมูลสำคัญของบริษัท รวมทั้งระบบในการทำงานได้ TeamMate Solutions ซอฟต์แวร์โปรแกรมตรวจสอบไอที ที่ใช้งานง่ายที่สุด

TeamMate Solutions ซอฟต์แวร์โปรแกรมตรวจสอบไอที ที่ใช้งานง่ายที่สุด

การตรวจสอบความเสี่ยงจากบุคคลที่สาม

บุคคลที่สามในที่นี้หมายถึงบุคคลภายนอกองค์กร ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า หรืออาชญากรทางอินเตอร์เนตอย่างพวกแฮกเกอร์  ซึ่งในด้านของลูกค้าแล้ว อาจมาในรูปแบบของโปรแกรมไวรัสผ่านอีเมลที่อาจติดต่อมาโดยไม่รู้ตัว  ซึ่งหากฝ่ายไอทีได้มีการติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัสที่มีมาตรฐานและมีการอัพเดทอยู่เสมอ ก็มักจะสามารถปกป้องระบบจากไวรัสพวกนี้ได้  ส่วนภัยจากแฮกเกอร์ที่อาจเจาะระบบเข้ามาเพื่อขโมยข้อมูลและหาประโยชน์จากข้อมูลของบริษัทนั้น เจ้าหน้าที่ตรวจสอบไอทีต้องมีการวางระบบให้มีการตั้งพาสเวิร์ดก่อนเข้าใช้งานเสมอ ซึ่งต้องเป็นไปตามหลักการตั้งพาสเวิร์ดที่ปลอดภัยด้วย

การตรวจสอบการควบคุมการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์

การที่ระบบการป้องกันความเสี่ยงของฝ่ายไอทีจะได้ผลมากน้อยแค่ไหน  นอกจากความสามารถของฝ่ายไอทีแล้วยังต้องขึ้นอยู่กับความร่วมมือของคนในองค์กรที่ต้องใช้การระบบสารสนเทศอย่างถูกต้องและเป็นไปตามกฎระเบียบที่ฝ่ายตรวจสอบไอทีวางเอาไว้  รวมทั้งมีความตระหนักถึงผลกระทบความเสี่ยงภัยจากการคุกคามทางอินเตอร์เนตที่อาจส่งผลต่อระบบการทำงานและผลประโยชน์ของบริษัท จึงจะช่วยให้มาตรการต่างๆทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่วางไว้

 

ช่องทางในการฝึกภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง

ช่องทางการเรียนภาษาอังกฤษผ่านสื่อต่าง ๆ

ช่องทางในการฝึกภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง

การที่เราจะเรียนภาษาอังกฤษ และหาช่องทางที่จะเรียนด้วยตัวเองนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่เรียบง่าย และค่อนข้างที่จะสามารถเข้าเรียนง่ายๆ ด้วยตนเองได้ดีเลยทีเดียวครับ โดยที่การจะเรียนภาษาอังกฤษด้วยตัวเองนั้น ก็จัดได้ว่ามีหลากหลายช่องทางมากๆครับในการเรียน การฝึกใช้ภาษาอังกฤษ โดยอย่างๆง่ายๆเลยก็เช่นการฟังเพลง อังกฤษ ตามยูทูปหรือตามโซเชี่ยลมีเดียต่างๆนั้นก็ ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ดีเลยก็ว่าได้ครับ

ซึ่งการที่เราจะเรียนภาษาอังกฤษ ด้วยตัวของเราเองนั้น จะมีช่องทางต่างๆมากมาย ที่คุณนั้นสามารถเข้ามาศึกษาและฝึกการใช้ภาษาได้ง่ายๆมากมาย เลยก็ว่าได้ครับ ซึ่งบอกเลยครับว่า ไม่ว่าจะเรียนหลักสูตรเพิ่มมากแค่ไหน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ใช้เยอะ ๆ ใช้ให้มากที่สุด ใช้ให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต อย่ากลัวว่าจะใช้ผิด พูดผิด เพราะถ้าผิดเราก็จะได้เรียนรู้ว่าที่ถูกคืออะไร เอาตัวเองเข้าไปอยู่ท่ามกลางภาษาอังกฤษ แล้วทุกอย่างมันจะเป็นไปโดยธรรมชาติเอง โดยวิธีที่ดีที่ผมนั้นอยากและมีความต้องการที่จะแนะนำเป็นที่สุดเลยนั่นก็คือการดูหนัง โดยจะไม่ใช่หนังฝรั่งแบบพากษ์ไทย และซับไทย น่ะครับ แต่จะเป็นแบบ เสียงอังกฤษ ซับอังกฤษเลย โดยตรงนี้บอกเลยว่าช่วยได้มากๆครับ ซึ่งซับไตเติ้ลอังกฤษ เสียงอังกฤษให้ดู ก็ดูไปแบบไม่รู้เรื่องนั่นแหละ ศัพท์ไหนไม่รู้จักก็จดไว้ เพราะอารมณ์กับสีหน้าท่าทางของตัวละครมันก็ช่วยให้เราเดาได้ว่าประโยคนั้นต้องการสื่ออะไร พอเริ่มคล่องก็ไปหัดอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ ตรงนี้จะได้เรียนรู้ศัพท์ใหม่ค่อนข้างเยอะ ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน ถ้าเริ่มอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษรู้เรื่องก็แสดงว่าเราเริ่มเข้าใจภาษาอังกฤษในระดับนึงแล้ว

ถ้าอยากจะฝึกทักษะการฟัง ก็ไปหัดฟังข่าวภาษาอังกฤษ หรือดูรายการทีวีที่ใช้ภาษาอังกฤษเยอะ ๆ พอเราเริ่มชินก็จะค่อย ๆ แยกออกว่าประโยคนี้เขาพูดคำไหน หรือสื่ออะไร ดังนั้นทุกอย่างมันเริ่มได้ง่าย ๆ แค่สิ่งรอบตัว อย่าไปคิดว่าจะเก่งได้ จะรู้เรื่อง ต้องเรียนจากหลักสูตรในห้องเรียนที่มีอาจารย์เป็นคนสอนเท่านั้น อันนั้นมันแค่หนึ่งตัวช่วยแต่ไม่ใช่หัวใจหลัก ซึ่งสุกท้ายนี้จะเห็นได้อย่างชัดเจนแล้วครับว่าช่องทางในการเรียนภาษาอังกฤษ ด้วยตัวเราเองนั้นมีช่องทางต่างๆมากมายที่จะให้คุณได้เข้ามาทำการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองมากมาย และจากข้อมูลที่ผมกล่าวจากข้างต้นนี้นั้น บอกได้เลยครับว่าเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ดี และคุณเองก็สามารถที่จะนำเอาไปใช้ได้ดีอีกด้วยครับ ในการเรียนภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง

อาชีพที่ได้ทำงานและเที่ยวในเวลาเดียวกัน

ถ้าคุณคือมนุษย์เงินเดือนที่คอยมองปฏิทิน เพื่อมองหาวันหยุดยาวประจำปีเพื่อที่จะได้ไปเที่ยวสักครั้งในหนึ่งปี  แต่บางทีก็โชคร้ายมีงานแทรกมีอันต้องล้มโปรเจคการไปท่องที่คิดมาตั้งครึ่งปี คุณต้องอิจฉาคนที่ทำอาชีพที่ได้ทำงานและเที่ยวในเวลาเดียวกันไปด้วยแน่ๆเลย โอ้ยยย !!! ทำไมพระเจ้าไม่ยุติธรรม อย่าอิจฉาไปเลยนะเพราะทุกอาชีพก็สำคัญทั้งนั้นเพียงแต่บางอาชีพโชคดีกว่าเราเท่านั้นเอง อยากรู้แล้วใช่ไหมว่า อาชีพอะไรที่ทำงานได้เงินแล้วยังได้เที่ยวอีก ไม่แน่นะอาจเป็นไอเดียให้คนที่ทำงานแล้วต้องรอแค่วันหยุดมองหางานใหม่ๆก็เป็นได้นะ มาเล๊ยย !! อย่ารอช้ามาดูกัน

เริ่มกันที่  นักเขียนสายเที่ยว  อย่าง Travel Blogger  นักเขียนบทความท่องเที่ยว  ที่บางคนไม่ต้องควักเงินไปเที่ยวแล้วเขียนเรื่องลง แต่มันดีมากๆเพราะมีสปอนเซอร์สนับสนุนค่าเดินทางฟรี ที่พัก อาหารฟรี ใครที่เก่งการเล่าเรื่องให้คนสนใจอยากติดตาม มีความสามารถเล่าเรื่องได้อย่างน่าสนใจ เสาะหาที่กินที่เที่ยวแปลกๆและ มีมุมมองการถ่ายรูปสวยยิ่งเหมาะ ก็สามารถทำอาชีพนี้นะ

อาชีพที่ได้ทำงานและเที่ยวในเวลาเดียวกัน

อาชีพต่อมาแน่นอนว่าเกี่ยวกับการท่องเที่ยวแน่ๆ ก็คือ นักบิน รวมทั้งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน อย่าง แอร์โฮสเตสและสจ๊วต ที่ได้เดินทางไปหลายประเทศ หลายทวีป ในระหว่างพักรอเที่ยวบินต่อไปก็สามารถท่องเที่ยวได้ และยังมีสิทธิซื้อตั๋วเดินทางนอกเวลางานได้ในราคาที่ถูก และที่เด็ดไปกว่านั้นคือสามารถหิ้วสินค้าในแต่ละที่ที่ไปมาขายได้ด้วยนี่สิดี๊ดี

มาต่อกันที่อาชีพที่ได้ใช้ความสามารถด้านภาษา พาตัวเองไปท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมในที่ต่างๆ นั่นก็คือ  ครูสอนภาษา  ล่าม และ นักแปล  โดยเฉพาะในประเทศที่ต้องการคนสอนภาษาไทย ให้กับพนักงานต่างชาติ ถ้าคุณสามารถสื่อสารภาษานั้นๆได้และสอนภาษาไทยได้คุณจะไปได้ไกลกับอาชีพนี้

แล้วถ้าพูดถึงอาชีพที่ได้ไปต่างประเทศบ่อย ก็คงต้องยกให้  อาชีพไกด์   ซึ่งไม่ได้เป็นกันง่ายๆเพราะต้องมีการสอบไกด์ด้วย และต้องรู้ท้องถิ่นของหลายประเทศมากกว่าการรู้แค่ภาษาอังกฤษอีกด้วย แต่อาชีพนี้อาจจำกัดให้คุณไปประเทศซ้ำๆเดิมถ้าคุณไม่พัฒนาความเชี่ยวชาญของคุณให้เข้าใจภาษา วัฒนธรรม และรู้จักประเทศอื่นๆอย่างลึกซึ้ง

มาต่อกันที่ อาชีพพนักงานบนเรือสำราญ  แม้ต้องใช้เวลากินอยู่บนเรือเป็นเวลานานแต่บนนั้นประกอบไปด้วย สิ่งอำนวยความสะดวกและความบันเทิงที่ครบครัน และคุณยังจะได้เจอกับคนหลากหลายเชื้อชาติที่มาเป็นพนักงานและนักท่องเที่ยว และไม่ต้องห่วงว่าจะต้องอยู่บนเรือเท่านั้นเวลาที่เรือจอดที่ท่าเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เที่ยวชมเมืองต่างๆก็เป็นโอกาสในการท่องเที่ยวของคุณด้วย เรือสำราญขนาดใหญ่ของโลกนั้นแล่นเรือผ่านไม่ต่ำกว่า 3 ประเทศและผ่านเมืองสำคัญมากมาย

ยังมีอีกหลากหลายอาชีพ ที่ตอบโจทย์ความต้องการในการท่องเที่ยวยิ่งในยุคที่คุณไม่จำเป็นต้องทำงานในออฟฟิตอย่างเดียวเท่านั้น บางทีคุณก็สามารถทำงานประจำผ่านจอคอมและส่งงานผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตในขณะที่นั่งอยู่ริมชายหาด ชีวิตยุคนี้สบายขึ้นมากจริงไหม

เปรียบเทียบคะแนน TOEFL – IELTS – TOEIC

การทดสอบความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษนั้นมีหลากหลายที่นิยมกันมากประกอบด้วย ข้อสอบ ระดับสากล 3 รูปแบบ คือ TOEFL – IELTS – TOEIC  โดยแต่ละรูปแบบมีรายละเอียดดังนี้

TOEFL หรือ Test of English as a Foreign Language  เป็นการทดสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษตามมาตรฐานของภาษาอังกฤษอเมริกัน ซึ่งมีการออกแบบสำหรับใช้ในการประเมินความสามารถทางภาษาของผู้สมัคร เพื่อนำไปใช้เป็นเกณฑ์ในเรื่องของการศึกษาต่อ หรือทำงานในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร โดยผลคะแนนโทเฟลจะใช้ได้เป็นระยะเวลา 2 ปี เดิมTOEFL ใช้สำหรับการศึกษาต่อเฉพาะในประเทศอเมริกา แต่ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยมากกว่า 7,000 แห่ง ในกว่า 130 ประเทศ ซึ่งรวมถึงเกือบทุกมหาวิทยาลัยในอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และแคนาดา ที่ใช้คะแนน TOEFL สำหรับการรับเข้าเรียน และการให้ทุนการศึกษา การสอบสามารถเลือกการสอบได้ทั้ง Internet-based Test (iBT) และ TOEFL Paper-based Test (PBT)

IELTS หรือ International English Language Testing System เป็นข้อสอบวัดความสามารถทางภาษา ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อประเมินความสามารถของผู้สมัครที่ต้องการเรียนหรือทำงาน โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการสื่อสาร  ผลสอบ IELTS นั้นเป็นที่ยอมรับจากองค์กรกว่า 10,000 แห่ง ครอบคลุมทั้งองค์กรภาครัฐ สถานศึกษา และสถาบันชั้นนำใน 140 ประเทศ เช่น ประเทศไทย ออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์ อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ IELTS ยังเป็นบททดสอบภาษาอังกฤษเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับการยอมรับจากกองตรวจคนเข้าเมืองในหลายๆ ประเทศ การสอบ IELTS เป็นการทดสอบการใช้ภาษาอังกฤษทั้ง 4 ทักษะ คือ การฟัง การพูด การอ่านและการเขียน

TOEIC หรือ Test of English for International Communication  เป็นแบบทดสอบความรู้ทางภาษาอังกฤษ สำหรับประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดความสามารถ ตั้งแต่ผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษ ในระดับเริ่มต้น จนถึงผู้ที่ใช้ ภาษาอังกฤษได้ในระดับใกล้เคียงกับเจ้าของภาษา สำหรับในประเทศไทยนั้น มีหลายหน่วยงานและสถาบันต่างๆมากมายที่ต้องการผล TOEIC เช่น ธุรกิจการบิน การโรงแรม การท่องเที่ยว การขนส่ง สถาบันการเงิน ปิโตรเคมี ยานยนต์ โรงพยาบาล รวมทั้งบริษัทข้ามชาติ ปัจจุบัน TOEIC มีการสอบสองรูปแบบคือ Classic TOEIC Test Administration (TOEIC Listening and Reading Test) การฟังและการอ่านและ Redesigned TOEIC Test Administration (TOEIC Speaking and Writing Tests) การพูดและการเขียน

จากคำนิยามเราจะพบว่าการทดสอบแต่ละรูปแบบนั้นอาจมีจุดประสงค์ในการวัดทักษะที่ต่างกันไปบ้างแต่ก็สามารถเทียบเคียงคะแนนกันได้ โดยในการสมัครเข้าศึกษาต่อ หรือ สมัครเข้าทำงานบางแห่งนั้นมีการอนุโลมให้ใช้คะแนนการทดสอบการใช้ภาษาอังกฤษได้หลากหลายรูแบบ หรือ สามารถใช้คะแนนการทดสอบหนึ่งเทียบคะแนนการทดสอบอื่นๆได้ โดยกำหนดคะแนนที่เทียบเคียงกัน ได้ดังนี้

TOEIC TOEFL Paper TOEFL CBT TOEFL IBT IELTS
0 – 250 0 – 310 0 – 30 0 – 8 0 – 1
310 – 343 33 – 60 9 – 18 1 – 1.5
255 – 400 347 – 393 63 – 90 19 – 29 2 – 2.5
397 – 433 93 – 120 30 – 40 3 – 3.5
405 – 600 437 – 473 93 – 120 41 – 52 4
477 – 510 123 – 150 53 – 64 4.5 – 5
605 – 780 513 – 547 153 – 180 65 – 78 5.5 – 6
550 – 587 183 – 210 79 – 95 6.5 – 7
785 – 900 590 – 637 213 – 240 96 – 110 7.5 – 8
905 – 990 640 – 677 243 – 270 111 – 120 8.5 – 9
TOP SCORE
990 677 300 120 9

 

 

เหตุผลที่ควรไปดูคอนเสิร์ต

คุณเคยไปดูคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบสักครั้งในชีวิตไหม ?  ถ้าเคยไปแน่นอนว่าคุณจะเห็นมุมมองที่น่าสนใจของการแสดงสด ภายใต้โปรดักชั่น แสง สี  เสียง ที่เต็มรูปแบบ คอนเสิร์ตเป็นกิจกรรมบันเทิงอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ นอกจากได้ไปใกล้ชิดศิลปินที่คุณชื่นชอบ ภายใต้ความสนุกสนานคุณยังจะได้เจอกับประสบการณ์ที่น่าสนใจมากมาย เหตุผลที่ควรไปดูคอนเสิร์ต จึงมีมากมาย บางเหตุผลคุณอาจยังไม่เคยนึกถึงมาก่อน และเราเชื่อว่าคนที่ยังไม่มีโอกาสพาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบ จะต้องอยากไปสักครั้งหนึ่ง อยากรู้แล้วใช่ไหมมีอะไรบ้างมาดูไปพร้อมๆกันเลย

เหตุผลที่ควรไปดูคอนเสิร์ต

  1. กว่าจะได้ไปดูคอนเสิร์ต แลกมาด้วยความพยายาม !! บัตรคอนเสิร์ตมีหลายราคา อย่างน้อยๆคือหลักพันต้น ในวัยที่ยังไม่ได้ทำงานเงินจำนวนนี้ก็ไม่น้อยเลยทีเดียว หรือถ้าเป็นคนทำงานที่อยากไปดูคอนเสิร์ตระดับ World Tour ของศิลปินระดับโลก ก็ต้องจ่ายด้วยราคาหลายพันบาท การตั้งเป้าไปดูคอนเสิร์ตจึงเป็นหนึ่งในการสร้างวินัยในการเก็บเงิน และสร้างเป้าหมายให้ตัวเอง
  2. คุณจะพบความเป็นตัวตนของศิลปินที่คุณรัก การดูศิลปินที่คุณชื่นชอบผ่านทางจอโทรทัศน์ หรือสื่อออนไลน์ต่างๆ อย่างไรก็ไม่เท่ากับการได้ไปเจอตัวจริงๆ และนั่นจะทำให้คุณเห็นศิลปินที่ชื่นชอบในมุมมองที่ต่างไป   การออกสื่อที่เป็นสาธารณะทำให้ศิลปินต้อง Keep Look และ Keep Character แต่ในการแสดงสดคุณจะเห็นบุคลิกความเป็นตัวตนของศิลปินมากขึ้น และคุณจะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโชว์
  3. วันรวมพล Fanclub กิจกรรมที่แฟนคลับ หรือ ที่เรียกกันว่า Fandom ร่วมกันเพื่อแสดงความรักต่อศิลปินนั้นเป็นกิจกรรมที่ต้องอาศัยความร่วมมือ คุณจะได้เป็นหนึ่งในกลุ่มของคนที่ร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการถือป้ายไฟ การร่วมทำโปรเจคเพื่อ Surprise ศิลปินที่คุณรัก ช่วงเวลาแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ กับการที่ได้ไปเจอคนที่รักชอบอะไรเหมือนกันพูดจาภาษาเดียวกัน และยังได้ร่วมกันทำอะไรให้คนที่พวกคุณรัก
  4. ได้เข้าไปอยู่ในห่วงเวลาที่คุณปล่อยตัวไปกับความสุข ดนตรีเป็นสื่อสากลที่จะเปิดโลกอีกใบของคุณยิ่งการแสดงสดยิ่งเป็นการปลุกความมีชีวิตชีวาในตัวคุณให้มากขึ้นไปได้อีก ระยะเวลาอย่างน้อย 3 ชั่วโมงที่ทุกอย่างเกิดขึ้นได้เพียงครั้งเดียวคุณจึงจดจ่อต่อสิ่งนั้นและลืมเรื่องอื่น
  5. ลดความเป็นตัวตนและเปิดโลกให้กว้างขึ้น บางคนอาจมองข้ามเหตุผลข้อนี้ไปเพราะคิดว่าการไปดูคอนเสิร์ตเป็นเพียงการหาความสุขให้ตัวเอง แต่ถ้าคิดดูดีๆคุณจะพบว่าการเอาตัวเองไปอยู่ในฝูงชน ที่มีดนตรี และศิลปินเป็นศูนย์กลางคุณได้ละลายตัวตนของตัวเอง คุณไปในฐานะของคนที่รักและชื่นชอบในตัวศิลปินซึ่งก็เหมือนกับคนอื่นๆ คุณจะมองข้ามความแตกต่างบางอย่างและได้ความรู้สึกการเป็นคนกลุ่มเดียวกันกับคนหมู่มาก

ข้าวสาร ถนนแห่งนักท่องเที่ยว

สถานที่ท่องเที่ยวของคนที่อยู่ใจกลางเมืองหลวงมีมากมายหลายแหล่งซึ่งแต่ละที่นั้นก็มีจุดเด่นให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศซึ่งมีสถานที่หนึ่งที่ถือว่าได้รับความนิยมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นอย่างมากเพราะ เป็นแหล่งศูนย์รวมร้านอาหารและร้านนั่งชิวต่างๆให้ชาวต่างชาติได้ลิ้มลองสถานที่นั้นก็คือ ถนนข้าวสาร

ถนนข้าวสารเป็นย่านหนึ่งที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งในสมัยก่อนนั้นจะเป็นย่านการค้าขายข้าวสารจึงได้เรียกว่า ถนนข้าวสารมาจนถึงทุกวันนี้ แต่เนื่องจากปัจจุบันนี้สิ่งต่างๆได้เปลี่ยนไปมากจึงทำให้เกิดเป็นย่านการค้าเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารที่เปิดเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจนทำให้มีคนหลั่งไหลเข้ามารวมทั้งที่พักต่างๆเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวซึ่งสถานที่นี้ถือว่าเป็นทำเลทองแถมยังอยู่ใจกลางเมืองอีกทั้งยังตั้งอยู่ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอื่นๆซึ่งเหมาะกับการมาพักที่ถนนถนนข้าวสาร นอกจากจะได้ลิ้มรสอาหารในย่านนี้ก็ยังได้เที่ยวในสถานที่ใกล้เคียงได้อีกด้วย

Khao san road

ว่าด้วยเรื่องเสน่ห์ของถนนข้าวสารที่ทำให้นักท่องเที่ยวต่างๆเมื่อมาเยือนประเทศไทยแล้วจำเป็นจะต้องมาสถานที่นี้ให้ได้นั่นก็คือร้านอาหารต่างๆที่ขายยามค่ำคืนน่าจะเป็นร้านที่อยู่ริมถนนหรืออาจจะเป็นร้านรวงตามภัตตาคารต่างๆก็สามารถที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาลิ้มลองรสชาติอาหารไทยได้อย่างเต็มที่นอกจากนี้ก็ยังจะมีร้านนั่งชิวสำหรับให้นักท่องเที่ยวได้ฟังเพลงเพื่อผ่อนคลายได้อีกด้วยจะเห็นได้ว่าคนส่วนใหญ่มักจะหลั่งไหลเข้ามา ยังถนนนี้ในช่วงเวลากลางคืนซึ่งถือว่าเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวจึงทำให้คนส่วนใหญ่มักจะนิยมมาเที่ยวที่ ถนนข้าวสารกัน

สิ่งหนึ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวยังสถานที่บริเวณนี้ก็คือร้านค้าที่ขายอาหารริมถนน (Bangkok Street food) ซึ่งเมนูเด็ดที่หลายคนอาจจะเคยได้ลิ้มลองก็มีมากมายไม่ว่าจะเป็นส้มตำ อาหารจานเดียวต่างๆ หรือแม้แต่ข้าวเหนียวมะม่วงซึ่งเป็นอาหารหวานที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากทำให้แม่ค้าส่วนใหญ่มักจะทำรายได้ในการขาย อาหารให้กับลูกค้าได้เป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียวซึ่งถือว่าสถานที่นี้รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติพร้อมทั้งยังเป็นแหล่งชอปปิ้งที่ถือว่าดีที่สุดในใจกลางเมืองเลยทีเดียว

เพราะฉะนั้นหากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวในยามค่ำคืนด้วยแล้วล่ะก็ เราขอแนะนำให้คุณได้ลองไปสัมผัสกับสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตอย่าง ถนนข้าวสารกัน นอกจากคุณจะได้สัมผัสบรรยากาศแห่งความครึกครื้นแล้ว ก็ยังได้ชิม ลิ้มรสอาหารที่ขึ้นชื่อในแถบนี้ด้วย