7 ข้อเท็จจริงของประธานาธิบดี “ทอมัส เจฟเฟอร์สัน” ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

Thomas Jefferson

ทอมัส เจฟเฟอร์สัน เป็นอีกหนึ่งประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและได้รับการยอมรับมากที่สุดของอเมริกา นอกจากมีผลงานทางด้านการเมืองและการมุ่งเน้นไปที่การให้เสรีภาพของประชาชนชาวอเมริกาแล้วเขายังเป็นผู้ช่วยก่อตั้งมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย , และขายหนังสือในห้องสมุดของเขาเป็นจำนวน 6,707 เล่มให้แก่หอสมุดรัฐสภาซึ่งมีหนังสือเสียหายเพราะสงครามเป็นจำนวนมาก ในบทความนี้เราได้รวมเรื่องราวอันน่าสนใจของประธานาธิบดีผู้นี้มาให้ได้อ่านกัน

1.เขาเป็นพวกเสพติดการเรียนรู้ – ในช่วงเวลที่เขาได้เรียนที่วิทยาลัยวิลเลียมและแมรี ว่ากันว่าเขาใช้เวลาเรียนหนังสือ 15 ชั่วโมงต่อวัน หลังจากนั้นเขาจึงได้เริ่มเรียนกฏหมายและได้ทำอาชีพทนายในปี ค.ศ.1767 สองปีถัดมาเขาจึงได้เข้าเป็นสมาชิกของบ้านเบอร์เจสของเวอร์จิเนีย , สภานิติบัญญัติแห่งรัฐเวอร์จิเนีย แต่ยังไม่หมดแค่นั้นเขายังเรียนภาษาอื่นอีกหลายภาษา เช่น อิตาลี , ฝรั่งเศส , ลาติน และสามารถอ่านภาษากรีกและเสปนได้

2.เขาจดบันทึกทุกอย่างที่ขวางหน้า – หลังจากได้รับสืบทอดบ้านเป็นมรดก เขาได้เริ่มการสร้างคฤหาสน์ชื่อว่า “Monticello” ซึ่งมีความหมายในภาษาอิตาลีว่า “ภูเขาลูกเล็ก” หลังจากนั้นเขาก็เริ่มมีงานอดิเรกคือการเขียนบันทึก ทำได้ทำรายการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับสภาพอากาศ , บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับสวนในบ้านของเขา , บันทึกพฤติกรรมของสัตว์ที่อาศัยอยู่รอบบ้าน ไปจนถึงรายการอาหารที่พวกทาสของเขาได้กินในแต่ละวัน

3.เขาเป็นคนทำให้ประเทศอเมริกามีขนาดใหญ่ขึ้นสองเท่า – นี่คือหนึ่งในผลงานอันยิ่งใหญ่ของเขาเลย นับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งในช่วงเวลา ปี ค.ศ.1801-1809 เพราะเขาได้ตัดสินใจซื้อดินแดนที่ฝรั่งเศสเคยครอบครองให้กลายเป็นดินแดนของอเมริกา ซึ่งในตอนนั้น “นโปเลียน โบนาปาร์ต” กำลังต้องการหาเงินทุนเอาไปใช้เสริมกองทัพเพื่อบุกยุโรปอยู่พอดีโดยได้เสนอราคา 22 ล้านเหรียญ แต่ “ทอมัส เจฟเฟอร์สัน” ต่อรองจนเหลือ 15 ล้านเหรียญ

4.เขาต่อสู้กับพวกโจรสลัด – ในช่วงเวลาที่เขาดำรงตำแหน่งมีพวกโจรสลัดบาร์บารีออกอาละวาดปล้นเรือสินค้าในเขตพื้นที่ทางเหนือของอเมริกา นอกนั้นยังจับคนไปเรียกค่าไถ่อีกด้วย แต่กองทัพเรือตัดสินใจที่จะประจันหน้าแทนที่จะต่อรองหรือทำตามข้อเรียกร้องของโจรสลัด และแล้วสงครามโจรสลัดเริ่มขึ้นในปี ค.ศ.1805 และฝ่ายอเมริกาสามารถขับไล่โจรสลัดออกไปได้ใน 10 ปี ให้หลัง

5.เขาเป็นคนทำให้ไอศกรีมเป็นที่นิยมไปทั่วอเมริกา – เขาเริ่มรู้จักไอศกรีมตอนไปฝรั่งเศสและเอาเครื่องมือในการทำไอศกรีมกลับมาที่อเมริกาด้วยเนื่องจากในสมัยนั้นยังไม่มีตู้เย็น หลังจากนั้นไม่นานประชาชนก็เริ่มรู้ว่าประธานาธิบดีชอบทานไอศกรีมจนกลายเป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศ ในปัจจุบันยังคงมีสูตรไอศกรีมของ “ทอมัส เจฟเฟอร์สัน” ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังได้ลองเอาไปทำกัน

6.เมียใหม่ของเขาน่าจะเป็นพี่น้องคนละแม่กับภรรยาของเขาเอง – เขาแต่งงานกับ “Martha Wayles” ในปี ค.ศ.1782 แต่หลังจากนั้นภรรยาของเขาเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุตอนอายุ 33 ปี หลังจากที่ภรรยาเสียชีวิตเขาก็เริ่มมีเมียอีกคนที่เป็นทาสชื่อว่า “Sally Hemings” ซึ่งน่าจะเป็นพี่น้องกับเมียของเขาเองเพราะว่าพ่อของ “Martha” นั้นลักลอบกุ๊กกิ๊กกินตับกับแม่ของ “Sally Hemings” อยู่เป็นประจำนั่นเอง

7.เขายังมีความสามารถทางด้านวิศวะและการออกแบบอีกด้วย – เขาเป็นคนออกแบบคฤหาสน์ของเขาและและในตอนที่ช่วยก่อตั้งมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียเขายังเป็นคนที่ออกแบบสิ่งก่อสร้างมหาวิทยาลัยแห่งนี้ด้วยตัวเอง จะว่าไปแล้วเขาเคยบอกว่ามันเป็นงานอดิเรกในช่วงเข้าสู่วัยสูงอายุของเขา และในปัจจุบันทั้งคฤหาสน์และมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียกลายเป็นมรดกโลกไปแล้ว

 

 

5 เรื่องของประธานาธิบดี “เจอรัลด์ ฟอร์ด” ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

Gerald Ford

เจอรัลด์ ฟอร์ด มีประวัติที่น่าสนใจมากเขาเป็นประธานาธิบดีอีกคนหนึ่งที่มีคนเคยพยายามลอบสังหารเขา นอกนั้นยังเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ในวัยเด็กเคยเป็นลูกเสือและได้รับรางวัล “Eagle Scout” และยังเคยเป็นโค้ชกีฬาอเมริกาฟุตบอลให้กับมหาวิทยาลัย Yale อีกด้วย

ในช่วงที่ประเทศญี่ปุ่นได้เข้าโจมตีท่าเรือเพิร์ลฮาร์เบอร์ ฟอร์ด เคยเข้าร่วมกับกองทัพและไปออกรบที่แปซิฟิก และเคยเกือบเสียชีวิตในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเพราะโดนพายุไต้ฝุ่นชื่อคอบร้าพัดเครื่องบินที่เขานั่งอยู่ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นมันเกือบจะทำให้เขาโดนดูดออกจากเครื่องบินแต่ก็ยังดวงแข็งที่รอดมาได้

ต่อมาภายหลังฟอร์ดจึงได้เริ่มเล่นการเมือง และเขาได้บังเอิญมีโอกาสได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีเนื่องจากประธานาธิบดีคนก่อนลาออกและวุฒิสภาได้เลือกฟอร์ดขึ้นมานั่งเก้าอี้เป็นคนต่อไปและนั่นก็ทำให้เขาได้เป็นประธานาธิบดีเพียงคนเดียวที่ไม่ได้ถูกเลือกตั้งโดยประชาชน นอกจากนั้นเขายังเป็นประธานาธิบดีที่มีอายุยืนมากที่สุดของอเมริกาอีกด้วย โดยเขามีอายุถึง 93 ปี กับอีก 121 วัน

1.เขาเคยเป็นนายแบบมาก่อน – เนื่องจากต้องหาเงินไปเรียนกฏหมายเขาจึงต้องหางานทำให้ได้ สมัยหนุ่มๆเขาหล่อมากพอมีแมวมองชวนไปถ่ายแบบลงนิตยสาร “Look magazine” เขาก็ตัดสินใจรับงานนี้โดยทันทีแถมยังได้ถ่ายแบบคู่กับนางแบบสาว ชื่อ “Phyllis Brown” อีกด้วย

2.ตอนแรกเขาไม่ได้ชื่อว่า “เจอรัลด์ ฟอร์ด” หรอกนะ – ชื่อเกิดของเขาคือ เลสลี่ ลินส์ คิง จูเนียร์ แต่ว่าพ่อกับแม่ของเขาหย่ากันตั้งแต่ตอนที่เขายังจำความไม่ได้และเขาก็ไปอยู่กับแม่ซึ่งแต่งงานใหม่กับเซลล์แมนชื่อว่า “เจอรัลด์ รูดอร์ฟ ฟอร์ด” พอเขามีอายุได้ 12 ปี เขาจึงได้รู้ว่า “รูดอร์ฟ” ไม่ใช่พ่อที่แท้จริงของเขา เขาพยายามตามหาพ่อตัวจริงจนเจอ แต่พ่อตัวจริงของเขาก็ให้เงินเขามา 25 ดอลล่าร์แล้วหายตัวไปจากชีวิตของเขาตลอดกาล ภายหลังเขาจึงเปลี่ยนชื่อเป็น “เจอรัลด์ ฟอร์ด” ในปี ค.ศ.1935

3.ฟอร์ด ได้ให้อภัยโทษอดีตประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน – นิกสันเป็นประธานาธิบดีเพียงคนเดียวของสหรัฐอเมริกาที่ต้องประกาศลาออกเพราะคดีวอเตอร์เกตซึ่งฉาวโฉ่ทำลายศรัทธาของประชนชนอย่างมากแต่ “เจอรัลด์ ฟอร์ด” ตัดสินใจอภัยโทษให้กับเขา ซึ่งนั้นทำให้เลขาธิการโฆษกทำเนียบขาวชื่อว่า “J.F. TerHorst” ลาออกจากงานเพื่อประท้วงเลยทีเดียว

4.เขาเคยตกเป็นเป้าหมายในการลอบสังหารถึง 2 ครั้งภายในเวลาเดือนเดียว – คนที่พยายามจะฆ่าเขาเป็นผู้หญิงทั้งสองคนเลย คนแรกมีชื่อว่า Lynette “Squeaky” Fromme ในปี ค.ศ.1975 เธอพยายามที่จะยิงฟอร์ดด้วยปืน .45 ม.ม. แต่เจ้าหน้าที่สามารถขัดขวางเอาไว้ได้ทันเวลาก็เลยไม่ได้ยิงปืนสักนัดเดียว ผ่านไปแค่ 17 วันก็มีผู้หญิงอีกคนชื่อว่า “Sara Jane Moore” แต่คราวนี้เธอไม่พลาดโดนจับตัวก่อนเหมือนคนแรก เพียงแต่เธอยิงไม่โดนใครเลยสักคนเดียว

โดยผู้หญิงทั้งสองคนนี้โดนตั้งข้อหาพยายามฆ่า โดย Lynette โดนสั่งจำคุกตลอดชีวิตพึ่งจะพ้นโทษในปี ค.ศ.2009 ส่วน Sara นั้นโดนสั่งจำคุกไปตลอดชีวิตเช่นกันแต่ได้รับการปล่อยตัวโดยมีทัณฑ์บนในปี ค.ศ.2007

5.ในปี ค.ศ.1983 เขาเคยร่วมแสดงละครซีรี่ย์เรื่อง Dynasty – มันเป็นซีรี่ย์ดังมากในช่วงนั้น ออกอากาศทางช่อง ABC โดยเขาก็แสดงเป็นตัวเขาเองนั่นแหละ คือแสดงเป็น “เจอรัลด์ ฟอร์ด”  ฉากที่เขาร่วมแสดงต้องไปถ่ายทำกันในงานการกุศลที่จัดขึ้นจริงในนครรัฐเดนเวอร์ โดยมีภรรยาของฟอร์ดเข้าร่วมในฉากด้วย โดยเป็นฉากสั้นๆที่เขากับภรรยาจะต้องเดินเข้าไปทักทายตัวละครในเรื่องเท่านั้น หลังจากถ่ายเสร็จทั้งเขาและภรรยาก็ได้รับเงินค่าตัวคนละ 333 ดอลล่าร์ เท่านั้น

7 ข้อเท็จจริงของ “แบรม สโตกเกอร์” ผู้แต่งนิยายสยองขวัญเรื่อง “แดร็กคูล่า”

Bram Stoker

แบรม สโตกเกอร์ เป็นนักแต่งนิยายชาวไอริชที่เรารู้จักกันดีในฐานะผู้ให้กำเนิดนิยายสยองขวัญชื่อดังเรื่อง “แดร็กคูล่า” ซึ่งถูกตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1897 ซึ่งดำเนินเรื่องผ่านทางการเขียนไดอารี่และบันทึกการเดินทางของตัวละครชื่อ “Jonathan Harker” ซึ่งเป็นคนแรกที่ได้พบกับแวมไพร์ชื่อว่า “แดร็กคูล่า” นิยายเรื่องนี้ถูกยกให้เป็นหนึ่งในนิยายแวมไพร์ที่ดีที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีการแต่งขึ้นมา และถูกเอาไปทำเป็นภาพยนต์ , การ์ตูน , ละครเวทีและละครทีวีอีกมากมายหลายครั้ง สำหรับบทความนี้เราได้รวมเรื่องราวอันน่าสนใจของนักแต่งนิยายท่านนี้ให้ผู้ชมได้อ่านกัน

Dracula

1.จุดเริ่มต้นแห่งแรงบันดาลใจ

ในช่วงวัยเด็กแม่ของเขาชอบเล่าเรื่องสยองให้เขาฟังก่อนนอน และก็มักจะเล่าเรื่องแวมไพร์ดูดเลือดคน และเรื่องสัตว์ประหลาดอื่นๆ ซึ่งเขาก็ชอบที่จะฟังเป็นประจำทำให้เขากลายเป็นคนชอบเรื่องราวเหนือธรรมชาติไปเลย

นอกนั้นยังมีเรื่องราวของเพื่อนบ้านซึ่งเป็นกวีและนักแต่งกลอนชื่อว่า “Dante Gabriel Rossetti” หลังจากที่ภรรยาของเขาตาย “Rossetti” ได้เอาหนังสือบทกลอนรักใส่โลงศพของเธอแล้วก็ฝังไปพร้อมกัน แต่ 7 ปีต่อมาไม่รู้ว่าคิดยังไงอยู่ดีๆเขาก็ไปขุดหลุมฝังศพของภรรยากลางดึกเพื่อที่จะเอาหนังสือออกมา

2.ไม่เอาเด็ดขาด

ในครั้งแรกที่บรรณาธิการได้อ่านคำนำอันน่ากลัวที่ “แบรม สโตกเกอร์” เขียนลงในนิยายเรื่อง “แดร็กคูล่า” เขาก็พูดออกมาว่าไม่ให้ผ่านอย่างแน่นอน นั่นก็เพราะว่าในช่วงนั้น มีฆาตรกรต่อเนื่องชื่อ “แจ็คเดอะริปเปอร์” กำลังออกอาละวาดในลอนดอน และบรรณาธิการก็กลัวว่าคำนำในหนังสือจะสร้างกระแสหวาดกลัวขึ้นมาจนทำให้ตัวเองเดือดร้อน ในที่สุดก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงคำนำของนิยายเวอร์ชั่นที่ตีพิมพ์ในสหราชอาณาจักร

3.เนื้อหาที่อยู่ในคำนำฉบับเดิม

ในตอนแรกนั้น “แบรม สโตกเกอร์” ได้เขียนคำนำโดยกล่าวว่า “ได้เขียนขึ้นมาจากเหตุการณ์จริง และตัวละครจำนวนมากในนิยายเล่มนี้ก็เป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงๆ เขาไม่ได้มีความตั้งใจที่จะเขียนมันออกมาเป็นนิยาย แต่ต้องการเตือนผู้คนให้ระวังว่าปีศาจร้ายนั้นมีอยู่จริงๆ” ก็ไม่แปลกที่ บ.ก. จะไม่ให้ผ่านนะ

4.เขาเป็นนักเขียนที่มีความอดทนมาก

แบรม ใช้เวลาในการแต่งนิยายเรื่องนี้นานมากถึง 7 ปี เป็นเพราะว่าเขาต้องค้นคว้าวิจัยข้อมูลมากมายหลายเรื่องเลยกว่าจะเอามาใช้เขียนนิยายได้ และในตอนที่นิยายเรื่องนี้ประสบความสำเร็จเขาก็มีอายุ 50 ปีพอดีเลย

ส่วนแม่ของเขาเองก็สุดยอดเช่นกัน เพราะที่ผ่านมาเธอทำงานการกุศลมาตลอดและทำงานเพื่อช่วยเหลือคนพิการหูหนวกให้หางานทำได้นอกนั้นเธอยังรับเด็กมาเลี้ยงดูได้ถึง 7 คนเลยทีเดียว

 5.ความสัมพันธ์กับค่าย Marvel

นอกจากจะไปปรากฏตัวในทีวีและในภาพยนต์แล้ว ยังมีการเอา ท่านเคาท์ “แดร็กคูล่า” ไปปะทะกับเหล่าซุปเปอร์อีโร่ในหนังสือการ์ตูนของ Marvel อีกด้วย รายชื่อซุปเปอร์ฮีโร่ที่เคยปะทะกับท่านเคาท์มาแล้วก็มี สไปเดอร์-แมน , ดร.สเตรนจ์ , ทีม X-Men , Hulk และธอร์ และในปี ค.ศ.1973 ท่านเคาท์เคยร่วมมือกับทีมอเวนเจอร์ในการต่อสู้กับ “Mindless Ones” ด้วยเหตุผลที่ว่าหากมนุษยชาติโดนล้างบางจนหมดแล้วท่านจะไปดูดเลือดใคร

6.เขาคือผู้ให้กำเนิดตัวละคร แวน เฮลซิ่ง

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใครหลายคนไม่เคยรู้มาก่อนเพราะคนในยุคปัจจุบันรู้จัก “แดร็กคูล่า” ผ่านทางภาพยนต์หรือสื่ออื่นๆมากกว่าที่จะอ่านนิยายทั้งเล่ม โดยตัวละครนักล่าปีศาจคนนี้ปรากฏตัวครั้งแรกในนิยายเรื่อง “แดร็กคูล่า” นี่แหละ

7.เขามีหัวด้านการโปรโมทเหมือนกัน

ก่อนที่จะวางจำหน่ายนิยายเวอร์ชั่นหนังสือเพียง 8 วัน เขาก็ได้เอาบทนิยายเวอร์ชั่นละครเวทีเอาไปให้โรงละครใช้ในการแสดง 8 วันเต็มๆ ทำให้เกิดกระแสความต้องการหนังสือนิยายขึ้นมาในช่วงเวลาอันสั้น

8.ท่านเคาท์กลับมาแล้ว

ในปี ค.ศ.2018 นักแต่งนิยายชื่อ “เดเคอร์ สโตคเกอร์” ซึ่งเป็นลูกหลานของแบรมได้ทำการเขียนนิยายภาคต่อสืบทอดตำนาน “แดร็กคูล่า” โดยมีชื่อเรื่องว่า “Dracul” โดยเหตุการณ์ในภาคนี้จะเกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ในนิยายภาคแรก โดยมีไอเดียในการแต่งเนื้อเรื่องคือ “จะเกิดอะไรขึ้นหากเนื้อเรื่องในนิยายที่แบรมเคยแต่งไว้นั้นเป็นเรื่องจริง”

เปรียบเทียบคะแนน TOEFL – IELTS – TOEIC

การทดสอบความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษนั้นมีหลากหลายที่นิยมกันมากประกอบด้วย ข้อสอบ ระดับสากล 3 รูปแบบ คือ TOEFL – IELTS – TOEIC  โดยแต่ละรูปแบบมีรายละเอียดดังนี้

TOEFL หรือ Test of English as a Foreign Language  เป็นการทดสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษตามมาตรฐานของภาษาอังกฤษอเมริกัน ซึ่งมีการออกแบบสำหรับใช้ในการประเมินความสามารถทางภาษาของผู้สมัคร เพื่อนำไปใช้เป็นเกณฑ์ในเรื่องของการศึกษาต่อ หรือทำงานในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร โดยผลคะแนนโทเฟลจะใช้ได้เป็นระยะเวลา 2 ปี เดิมTOEFL ใช้สำหรับการศึกษาต่อเฉพาะในประเทศอเมริกา แต่ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยมากกว่า 7,000 แห่ง ในกว่า 130 ประเทศ ซึ่งรวมถึงเกือบทุกมหาวิทยาลัยในอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และแคนาดา ที่ใช้คะแนน TOEFL สำหรับการรับเข้าเรียน และการให้ทุนการศึกษา การสอบสามารถเลือกการสอบได้ทั้ง Internet-based Test (iBT) และ TOEFL Paper-based Test (PBT)

IELTS หรือ International English Language Testing System เป็นข้อสอบวัดความสามารถทางภาษา ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อประเมินความสามารถของผู้สมัครที่ต้องการเรียนหรือทำงาน โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการสื่อสาร  ผลสอบ IELTS นั้นเป็นที่ยอมรับจากองค์กรกว่า 10,000 แห่ง ครอบคลุมทั้งองค์กรภาครัฐ สถานศึกษา และสถาบันชั้นนำใน 140 ประเทศ เช่น ประเทศไทย ออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์ อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ IELTS ยังเป็นบททดสอบภาษาอังกฤษเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับการยอมรับจากกองตรวจคนเข้าเมืองในหลายๆ ประเทศ การสอบ IELTS เป็นการทดสอบการใช้ภาษาอังกฤษทั้ง 4 ทักษะ คือ การฟัง การพูด การอ่านและการเขียน

TOEIC หรือ Test of English for International Communication  เป็นแบบทดสอบความรู้ทางภาษาอังกฤษ สำหรับประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดความสามารถ ตั้งแต่ผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษ ในระดับเริ่มต้น จนถึงผู้ที่ใช้ ภาษาอังกฤษได้ในระดับใกล้เคียงกับเจ้าของภาษา สำหรับในประเทศไทยนั้น มีหลายหน่วยงานและสถาบันต่างๆมากมายที่ต้องการผล TOEIC เช่น ธุรกิจการบิน การโรงแรม การท่องเที่ยว การขนส่ง สถาบันการเงิน ปิโตรเคมี ยานยนต์ โรงพยาบาล รวมทั้งบริษัทข้ามชาติ ปัจจุบัน TOEIC มีการสอบสองรูปแบบคือ Classic TOEIC Test Administration (TOEIC Listening and Reading Test) การฟังและการอ่านและ Redesigned TOEIC Test Administration (TOEIC Speaking and Writing Tests) การพูดและการเขียน

จากคำนิยามเราจะพบว่าการทดสอบแต่ละรูปแบบนั้นอาจมีจุดประสงค์ในการวัดทักษะที่ต่างกันไปบ้างแต่ก็สามารถเทียบเคียงคะแนนกันได้ โดยในการสมัครเข้าศึกษาต่อ หรือ สมัครเข้าทำงานบางแห่งนั้นมีการอนุโลมให้ใช้คะแนนการทดสอบการใช้ภาษาอังกฤษได้หลากหลายรูแบบ หรือ สามารถใช้คะแนนการทดสอบหนึ่งเทียบคะแนนการทดสอบอื่นๆได้ โดยกำหนดคะแนนที่เทียบเคียงกัน ได้ดังนี้

TOEIC TOEFL Paper TOEFL CBT TOEFL IBT IELTS
0 – 250 0 – 310 0 – 30 0 – 8 0 – 1
310 – 343 33 – 60 9 – 18 1 – 1.5
255 – 400 347 – 393 63 – 90 19 – 29 2 – 2.5
397 – 433 93 – 120 30 – 40 3 – 3.5
405 – 600 437 – 473 93 – 120 41 – 52 4
477 – 510 123 – 150 53 – 64 4.5 – 5
605 – 780 513 – 547 153 – 180 65 – 78 5.5 – 6
550 – 587 183 – 210 79 – 95 6.5 – 7
785 – 900 590 – 637 213 – 240 96 – 110 7.5 – 8
905 – 990 640 – 677 243 – 270 111 – 120 8.5 – 9
TOP SCORE
990 677 300 120 9